โรคติดต่อที่สำคัญในแมว
โรคติดต่อที่สำคัญในแมว
โรคไข้หัดแมว
โรคนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโรคลำไส้อักเสบติดเชื้อไวรัสในแมว เกิดได้ในแมวทุกอายุ สาเหตุของโรคนี้คือ เชื้อ parvovirus ติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรง โดยเฉพาะทางอุจจาระ ภาชนะใส่อาหาร น้ำ กรง หรือที่ขับถ่ายของแมว แมวทุกตัวควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ อาการที่พบคือ มีไข้สูงอย่างเฉียบพลัน เม็ดเลือดขาวต่ำมาก เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเสีย มีอาการขาดน้ำ อ่อนเพลีย ตัวสั่น และเดินไม่ตรง แมวอาจเสียชีวิตภายใน 1 สัปดาห์ และมีโอกาสรอดชีวิตต่ำมาก โดยเฉพาะในกล่ามแมวที่ไม่ได้รับวัคซีน ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้เมื่อลูกแมวอายุ 6-12 สัปดาห์และแดกระตุ้นซ้ำอีก 2-3 ครั้ง โดยห่างจากเข็มแรก 2-4 สัปดาห์ ควรฉีดกระตุ้นซ้ำเป็นประจำทุกปี
โรคหวัดติดต่อในแมว (Feline Herpes Virus)
หรืออีกชื่อหนึ่งที่รู้จักกันดี Feline Rhinotracheitis Virus เชื้อนี้ทำให้เกิดโรครุนแรงกว่าเชื้อ Calicivirus โดยเฉพาะในลูกแมว เชื้อโรคจะมีระยะฟักตัว 2-6 วัน ต่อมาแมวจะซึม ไม่กินอาหาร มีไข้ จามมาก ตาแดง น้ำมูก น้ำตา น้ำลายไหล จากนั้นจะเปลี่ยนจากใสเป็นเขียวข้นหรือเหลือข้น ติดเกรอะกรัง ทำให้แมวหายใจลำบาก อาการรุนแรงถึงขั้นปอดบวมและตายได้ ในรายที่ท้องอาจแท้งได้เนื่องจากไข้สูง ในแมวเล็ก ๆ อาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้
โรคหวัด-หลอดลมอักเสบ (Feline Calicivirus)
เป็นเชื้อที่ก่อนโรคได้ในแมวส่วนมาก อาการคือ มีน้ำมูก น้ำตาไหล เป็นแผลที่ช่องปากและลิ้น ซึมและเบื่ออาหาร มีไข้ในเวลาต่อมา แมวส่วนใหญ่จะเจ็บลิ้นและไม่กินอาหาร อาการจึงรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในลูกแมวอาจทำให้ปอดอักเสบ ในรายที่สภาพภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ปกติ เช่น ป่วยเป็นโรคเอดส์แมว มักจะป่วยเรื้อรังด้วยอาการช่องปากอักเสบ เหงือกอักเสบ และทอนซิลอักเสบ
ภาวะไวต่ออาหาร
ภาวะไวต่ออาหาร
การไวต่ออาหาร เป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกปฏิกิริยาตอบสนองในแง่ลบต่ออาหาร ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่
การแพ้อาหาร หรือ ภูมิไวเกิน (Food allergy or hypersensitivity)
เป็นปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันต่อส่วนประกอบของอาหาร ซึ่งมักเป็นสารจำพวกโปรตีน เมื่อเกิดการแพ้อาหารขึ้นแล้วก็มักจะแพ้ไปตลอดชีวิต ดังนั้นการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพคือ การกำจัดสารที่ทำให้เกิดการแพ้ออกจากอาหาร
การไม่ทนต่ออาหาร (Food intolerance)
เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน สัตว์เลี้ยงบางตัวอาจไม่สามารถทนต่ออาหารได้ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงส่วนประกอบของอาหารที่ทำให้เกิดการไวต่ออาหาร
อาการ
อาการแพ้อาหาร หรือไม่ทนต่ออาหาร ส่วนใหญ่คือความผิดปกติของการย่อยอาหาร หรือการระคายเคืองผิวหนัง ดังนั้น สัตว์เลี้ยงอาจแสดงอาการต่อไปนี้เมื่อเกิดการไวต่ออาหาร
- อาเจียน
- ท้องเสียหรือท้องอืด
- เกาบ่อย ๆ และขนร่วง
- ผิวหนังอักเสบแดง
- หูอักเสบเรื้อรัง
- สัตว์อายุน้อยมีการเจริญเติบโตช้า
- ไอ หายใจมีเสียง และจาม
สาเหตุ
อาหาร
ชนิดที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในสุนัขได้บ่อยที่สุดคือ เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์จากนม และข้าวสาลี สำหรับในแมว คือ เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อปลา
ความเสียหายอื่น ๆ
การอักเสบ การติดเชื้อ การผ่าตัด และยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดความเสียหายของระบบย่อยอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงต่อการไวต่ออาหาร
อายุ
การไวต่ออาหารพบบ่อยเมื่อสัตว์อายุน้อย และความรุนแรงของปฏิกิริยาการแพ้ มักจะรุนแรงในสัตว์อายุน้อย
สายพันธุ์
สัตว์บางสายพันธุ์มีความเสี่ยงต่อการไวต่ออาหาร เช่น แมวพันธุ์ไทย สุนัขพันธุ์ เวสต์ ไฮแลนด์ ไวท์ เทอร์เรียร์ คอกเกอร์ สแปเนียล และไอริช เชตเตอร์
ภาวะเสื่อมของสมองและระบบประสาทในสุนัขชรา
ภาวะเสื่อมของสมองและระบบประสาทในสุนัขชรา
สมองก็เหมือนอวัยวะอื่นๆ ขอร่างกายเมื่อถึงวัยชราเซลล์สมองจะถูกทำลายมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยง จากการศึกษาพบว่า 50% ของสุนัขเมื่อมีอายุ 8 ปีขึ้นไป จะแสดงอาการเสื่อมของสมอง
อาการ
ภาวะเสื่อมของสมองจะค่อย ๆ เกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยชรา สิ่งแรกที่เจ้าของจะสังเกตได้คือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย เช่น นอนมากขึ้น ไม่ค่อยมีแรง หรือแสดงอาการหงุดหงิด โดยอาการเหล่านี้มักถูกเข้าใจผิดว่า เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชรา และถูกปล่อยไว้จนกระทั่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยงแย่ลง อาการเหล่านี้มีชื่อย่อว่า DISH ซึ่งเป็นศัพท์ทางสัตวแพทย์ที่ใช้เรียกเพื่อวินิจฉัยอาการ
(D = Disorientation)
* ไม่สามารถจดจำเส้นทาง หลงทิศในสถานที่ที่คุ้นเคย
* จำคนหรือสถานที่ที่คุ้นเคยไม่ได้
* เฉื่อยชา ความตื่นตัวลดลง และมีพฤติกรรมที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย
(I = Interacts Less)
* ไม่ต้อนรับหรือจดจำสมาชิกในครอบครัวไม่ได้
* ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ไม่เรียกร้องความสนใจหรือขอให้เล่นด้วย
(S = Sleep Patten Disturbed)
* นอนกลางวันมากขึ้น และ/หรือนอนน้อยลงในตอนกลางคืน
* เดินไปเดินมาในบ้านตลอดกลางคืน
(H = House Training Lost)
* ไม่ขอออกไปนอกบ้าน
* ขับถ่ายในที่ที่ผิดปกติจากเดิม
* ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ บางครั้งทำสกปรกในบ้าน
สาเหตุของภาวะเสื่อมของสมองและระบบประสาทในสุนัขชรา
เมื่อเข้าถึงวัยชรา สมองจะถูกอนุมูลอิสระทำลายมากขึ้น อนุมูลอิสระนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากกระบวนการทางเคมีของร่ายกายหรือแม้กระทั่งเกิดจากมลภาวะ รังสีอัลตราไวโอเลต ก็มีส่วนทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ต้องมีการลดสารเหล่านี้ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
นิ่วเกิดจากการรวมตัวของผลึกแร่ธาตุซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ยังสามารถพบก้อนนิ่วได้ในบริเวณอื่นของทางเดินปัสสาวะ เช่น ไต แต่มักพบไม่บ่อยเท่านิ่วในกระเพาะปัสสาวะ การเกิดนิ่วมีผลส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะ ซึ่งทำให้เกิดการก่อตัวของก้อนนิ่ว นิ่วชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดได้แก่ นิ่วชนิดสตรูไวท์ที่เกิดในปัสสาวะที่เป็นด่าง ส่วนนิ่วบางชนิดเกิดได้ง่ายในปัสสาวะที่เป็นกรด
อาการที่พบบ่อย
เมื่อสุนัขมีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้เกิดความไม่สบายตัว ดังนั้น ควรติดต่อสัตวแพทย์ทันที เมื่อท่านสังเกตเห็นอาการเหล่านี้
- พยายามเบ่งปัสสาวะ
- ถ่ายปัสสาวะยาก และช้า
- เลียรอบบริเวณอวัยวะเพศ
- แสดงอาการเจ็บปวดเวลาปัสสาวะ
- พยายามปัสสาวะบ่อยครั้ง
- กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- ปัสสาวะมีเลือดปน
สาเหตุของการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
การเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะมักไม่ได้เกิดมาจากสาเหตุเดียว โดยปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ได้แก่
การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ
การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง จนถึงระดับที่นิ่งชนิดสตรูไวท์สามารถก่อตัวได้
อาหาร
แร่ธาตุปริมาณสูงในอาหารจะสนับสนุนการก่อตัวของผลึกนิ่วในปัสสาวะ เช่น แร่ธาตุแมกนีเซียมและฟอสเฟต ที่เป็นองค์ประกอบหลักของนิ่วชนิดสตรูไวท์ ซึ่งเป็นนิ่งที่พบได้บ่อยที่สุด อาหารบางชนิดอาจก่อให้เกิดความเป็นกรดในปัสสาวะ และก่อให้เกิดนิ่วชนิดอื่น ๆ ได้ ดังนั้น ควรเลือกอาหารสุนัขที่มีการควบคุมปริมาณแร่ธาตุในอาหาร
การดื่มน้ำน้อย
การดื่มน้ำน้อยจะทำให้ปัสสาวะเข้มข้นมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว
สายพันธุ์
สุนัขบางสายพันธุ์ เช่น มินิเอเจอร์ ชเนาเซอร์ ดัลเมเชี่ยน ยอร์คไชร์ เทอร์เรียร์ และบูลด๊อก มีความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วบางชนิด
โรคความผิดปกติของทางเดินอาหาร
ความผิดปกติของทางเดินอาหาร
ความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากความผิดปกติของทางเดินอาหารนั้นไม่ร้ายแรงมากนัก และสามารถรักษาให้หายได้ภายในระยะเวลาเพียง 2-3 วัน แต่สัตว์เลี้ยงบางตัวก็อาจใช้เวลาในการรักษายาวนานกว่าปกติ แต่หากสัตว์เลี้ยงแสดงอาการผิดปกติของทางเดินอาหารอย่างต่อเนื่อง หรือมีความผิดปกติที่เกิดจากการที่ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมอาหารได้ลดลง การเคลื่อนไหว หรือการบีบตัวของลำไส้ผิดปกติ ถือว่าเป็นความผิดปกติของทางเดินอาหารทั้งสิ้น โดยประสิทธิภาพของการย่อยและดูดซึมอาหารมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเนื้อเยื่อ ตลอดจนการสร้างพลังงานให้กับร่างกาย
อาการ
อาการที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติของทางเดินอาหารที่พบมากที่สุดคือ อาการถ่ายเหลว หรือท้องเสีย อย่างไรก็ตามยังมีอาการอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติของทางเดินอาหาร คือ
- อาเจียนหรือท้องเสีย
- เบื่ออาหารหรืออยากอาหารมากกว่าปกติ
- ท้องอืด ท้องเฟ้อ
- อุจจาระมีเมือกหรือเลือดปน
- แสดงอาการเจ็บปวดเวลาถ่าย หรือถ่ายไม่ออก
- น้ำหนักลด
- ท้องตึงหรือเจ็บปวดเมื่อสัมผัส
สาเหตุของความผิดปกติของทางเดินอาหาร
ความผิดปกติของทางเดินอาหารนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนมากเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การแพ้อาหาร การติดเชื้อ หรือการขาดเอ็นไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร สำหรับสุนัขบางสายพันธุ์ได้แก่ เกรทเดน เยอร์มัน เชพเพิร์ด โกลเดน รีทรีฟเวอร์ และคอลลี่ จะเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติในทางเดินอาหารได้มากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ
โดยสัตว์แพทย์จะเป็นผู้ทำการตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติที่เกิดขึ้นในทางเดินอาหาร สาเหตุส่วนใหญ่ของทางเดินอาหารผิดปกติเกิดได้จาก
กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน
ความผิดปกติที่เกิดจากการอักเสบของกระเพาะและลำไส้นั้นมักแสดงอาการอาเจียนและท้องเสียอย่างทันทีทันใด เนื่องมาจากการที่สัตว์เลี้ยงรับประทานอาหารที่เน่าเสีย หรือบริโภคสารพิษเข้าไปในร่างกาย
ลำไส้ใหญ่อักเสบ
โดยมากสัตว์เลี้ยงที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี มักมีอาการผิดปกติจากลำไส้ใหญ่อักเสบ โดยจะทำให้ถ่ายบ่อย แสดงอาการเจ็บปวดเวลาขับถ่าย ท้องเสีย หรือมีมูกเลือดปนออกมากับอุจจาระ
ท้องผูก
โดยทั่วไปอาการท้องผูกเกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงออกกำลังกายไม่เพียงพอ และได้รับอาหารหรือของขบเคี้ยวที่ย่อยยาก เช่น กระดูก
ความผิดปกติของตับอ่อน
กรณีนี้สัตว์เลี้ยงมักมีน้ำหนักตัวลดลง มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น และถ่ายอุจจาระเหลวออกมาในปริมาณมาก
การดูดซึมของลำไส้เล็กผิดปกติ
ความผิดปกติที่เกิดจากการอักเสบของลำไส้เล็ก จะทำให้ร่างกายสูญเสียความสามารถในการดูดซึมสารอาหาร มีอาการท้องเสียอย่างต่อเนื่อง น้ำหนักลด และความอยากอาหารลดลง
โรคตับ
โรคตับ
ตับเป็นอวัยวะสำคัญ ซึ่งมีหน้าที่หลากหลาย เช่น ย่อยและเปลี่ยนแปลงสารอาหาร กำจัดของเสียจากเลือด และยังเป็นอวัยวะที่เก็บสะสมวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งความผิดปกติของตับส่วนมากเกิดจากการอักเสบ หากไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ตับสูญเสียการทำงานไป นอกจากนั้นโรคต่าง ๆ ยังมีผลกระทบต่อการทำงานของตับ
ตับเป็นอวัยวะที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ปัญหาที่เกิดจากโรคตับจึงเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ หากได้รับการรักษาและการจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม
อาการของโรคตับ
อาการของโรคตับมักจะคล้ายคลึงกับอาการของโรคอื่น ๆ ส่วนมากมักพบอาการเหล่านี้
- เบื่ออาหาร
- น้ำหนักลด
- กระหายน้ำหรือดื่มน้ำเพิ่มขึ้น
- อาเจียนหรือท้องเสีย
- ซึมเศร้า (ในสุนัข)
- น้ำลายไหล (ในแมว)
สาเหตุของโรคตับ
โรคตับสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ และมีปัจจัยต่าง ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ ได้แก่
อายุ
เนื้องอกในตับพบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป
พันธุ์
สัตว์เลี้ยงบางสายพันธุ์ เช่น เบดลิงตัน เทอร์เรีย, ยอร์คไชร์ เทอร์เรีย, คอกเกอร์ สแปเนียล และแมวไทย มักมีความเสี่ยวต่อการเกิดโรคตับ และมีโอกาสเกิดความผิดปกติของตับมาตั้งแต่กำเนิดมากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ
โรคอ้วน
แมวที่เป็นโรคอ้วนมักมีความเสี่ยงในการเกิดโรคตับ
ยาและสารเคมี
ยาบางชนิดมีผลต่อตับ และการได้รับสารเคมีรวมถึงการได้รับยาในปริมาณที่มากและนาน จะทำให้เกิดความเสียหายของตับ
โรคข้ออักเสบ
โรคข้ออักเสบ
โรคข้ออักเสบ สามารถพบได้เมื่อเกิดความผิดปกติของข้อต่อ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อกระดูกอ่อนมีการสึกกร่อนอย่างรวดเร็วกว่าการสร้างทดแทน กระดูกอ่อนมีบทบาทในการช่วยรองรับน้ำหนักและกันการกระแทก เพื่อป้องกันกระดูก ดังนั้นถ้าหากกระดูกอ่อนมีการสึกกร่อน ก็จะทำให้ข้อต่อบวมและเกิดความเจ็บปวด
ถึงแม้ว่าโรคข้ออักเสบอาจทำการรักษาได้ไม่หมด แต่สามารถลดความรุนแรงของโรคและช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้
อาการของโรคข้ออักเสบ
หากสุนัขเป็นโรคข้ออักเสบ สิ่งแรกที่สามารถสังเกตเห็นได้คือ การเคลื่อนไหวตัวลำบาก ไม่ค่อยอยากเดิน วิ่ง หรือกระโดด บางครั้งอาจส่งเสียงร้องหรือสะดุ้งเมื่อถูกจับบริเวณที่มีความผิดปกติ
สาเหตุของโรคข้ออักเสบ
อายุ
เมื่อสัตว์เลี้ยงอายุมากขึ้น กระดูกอ่อนจะเริ่มมีการเสื่อมสภาพ จึงทำให้สุนัขชราได้รับความทรมานจากโรคข้ออักเสบในระดับความรุนแรงต่าง ๆ ได้
สายพันธุ์
สุนัขพันธุ์ใหญ่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้ออักเสบ ได้มากกว่าพันธุ์อื่น ๆ เช่น สุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ ลาบราดอร์ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ และโดเบอร์แมน
น้ำหนักตัวเกิน
น้ำหนักตัวที่มากของสัตว์เลี้ยงจะเพิ่มการกดทับบริเวณข้อต่อ ซึ่งจะโน้มนำให้เกิดโรคข้ออักเสบ
อุบัติเหตุและการบาดเจ็บ
ความเสื่อของข้อต่อเป็นผลมาจากการกดทับหรือการบาดเจ็บที่มีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุ
พันธุกรรม
สัตว์เลี้ยงบางตัวมักมีโอกาสการเกิดโรคข้ออักเสบมาตั้งแต่กำเนิด
การติดเชื้อ
บางครั้งการติดเชื้อต่าง ๆ สามารถทำลายเนื้อเยื่อ ข้อต่อ และกระดูกอ่อนได้