<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.8.6" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>โรงพยาบาลสัตว์ชุมพร</title>
	<link>http://www.chumpornanimalhospital.com</link>
	<description>ใสใจและดูแลสัตว์เลี้ยงของท่าน อย่างที่ท่านรัก ดูแล และเอาใจใส่</description>
	<lastBuildDate>Thu, 05 Feb 2009 05:00:09 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>วีดีโอการผ่าตัด 4</title>
		<description> </description>
		<link>http://www.chumpornanimalhospital.com/?p=131</link>
			</item>
	<item>
		<title>วีดีโอการผ่าตัด 3</title>
		<description> </description>
		<link>http://www.chumpornanimalhospital.com/?p=125</link>
			</item>
	<item>
		<title>วีดีโอการผ่าตัด 2</title>
		<description> </description>
		<link>http://www.chumpornanimalhospital.com/?p=115</link>
			</item>
	<item>
		<title>โรคติดต่อที่สำคัญในแมว</title>
		<description>โรคติดต่อที่สำคัญในแมว

โรคไข้หัดแมว
	โรคนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโรคลำไส้อักเสบติดเชื้อไวรัสในแมว เกิดได้ในแมวทุกอายุ สาเหตุของโรคนี้คือ เชื้อ parvovirus ติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรง โดยเฉพาะทางอุจจาระ ภาชนะใส่อาหาร น้ำ กรง หรือที่ขับถ่ายของแมว แมวทุกตัวควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ อาการที่พบคือ มีไข้สูงอย่างเฉียบพลัน เม็ดเลือดขาวต่ำมาก เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเสีย มีอาการขาดน้ำ อ่อนเพลีย ตัวสั่น และเดินไม่ตรง แมวอาจเสียชีวิตภายใน 1 สัปดาห์ และมีโอกาสรอดชีวิตต่ำมาก โดยเฉพาะในกล่ามแมวที่ไม่ได้รับวัคซีน ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้เมื่อลูกแมวอายุ 6-12 สัปดาห์และแดกระตุ้นซ้ำอีก 2-3 ครั้ง โดยห่างจากเข็มแรก 2-4 สัปดาห์ ควรฉีดกระตุ้นซ้ำเป็นประจำทุกปี

โรคหวัดติดต่อในแมว (Feline Herpes Virus)
	หรืออีกชื่อหนึ่งที่รู้จักกันดี Feline Rhinotracheitis Virus เชื้อนี้ทำให้เกิดโรครุนแรงกว่าเชื้อ Calicivirus โดยเฉพาะในลูกแมว เชื้อโรคจะมีระยะฟักตัว 2-6 วัน ต่อมาแมวจะซึม ไม่กินอาหาร ...</description>
		<link>http://www.chumpornanimalhospital.com/?p=84</link>
			</item>
	<item>
		<title>ภาวะไวต่ออาหาร</title>
		<description>ภาวะไวต่ออาหาร
	การไวต่ออาหาร เป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกปฏิกิริยาตอบสนองในแง่ลบต่ออาหาร ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่
การแพ้อาหาร หรือ ภูมิไวเกิน (Food allergy or hypersensitivity)
	เป็นปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันต่อส่วนประกอบของอาหาร ซึ่งมักเป็นสารจำพวกโปรตีน เมื่อเกิดการแพ้อาหารขึ้นแล้วก็มักจะแพ้ไปตลอดชีวิต ดังนั้นการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพคือ การกำจัดสารที่ทำให้เกิดการแพ้ออกจากอาหาร
การไม่ทนต่ออาหาร (Food intolerance)
	เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน สัตว์เลี้ยงบางตัวอาจไม่สามารถทนต่ออาหารได้ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงส่วนประกอบของอาหารที่ทำให้เกิดการไวต่ออาหาร
อาการ
	อาการแพ้อาหาร หรือไม่ทนต่ออาหาร ส่วนใหญ่คือความผิดปกติของการย่อยอาหาร หรือการระคายเคืองผิวหนัง ดังนั้น สัตว์เลี้ยงอาจแสดงอาการต่อไปนี้เมื่อเกิดการไวต่ออาหาร
-	อาเจียน 
-	ท้องเสียหรือท้องอืด
-	เกาบ่อย ๆ และขนร่วง
-	ผิวหนังอักเสบแดง
-	หูอักเสบเรื้อรัง
-	สัตว์อายุน้อยมีการเจริญเติบโตช้า
-	ไอ หายใจมีเสียง และจาม
สาเหตุ
อาหาร
	ชนิดที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในสุนัขได้บ่อยที่สุดคือ เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์จากนม และข้าวสาลี สำหรับในแมว คือ เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อปลา
ความเสียหายอื่น ๆ 
	การอักเสบ การติดเชื้อ การผ่าตัด และยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดความเสียหายของระบบย่อยอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงต่อการไวต่ออาหาร
อายุ
	การไวต่ออาหารพบบ่อยเมื่อสัตว์อายุน้อย และความรุนแรงของปฏิกิริยาการแพ้ มักจะรุนแรงในสัตว์อายุน้อย
สายพันธุ์
	สัตว์บางสายพันธุ์มีความเสี่ยงต่อการไวต่ออาหาร เช่น แมวพันธุ์ไทย ...</description>
		<link>http://www.chumpornanimalhospital.com/?p=82</link>
			</item>
	<item>
		<title>ภาวะเสื่อมของสมองและระบบประสาทในสุนัขชรา</title>
		<description>ภาวะเสื่อมของสมองและระบบประสาทในสุนัขชรา
	สมองก็เหมือนอวัยวะอื่นๆ ขอร่างกายเมื่อถึงวัยชราเซลล์สมองจะถูกทำลายมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยง จากการศึกษาพบว่า 50% ของสุนัขเมื่อมีอายุ 8 ปีขึ้นไป จะแสดงอาการเสื่อมของสมอง	

อาการ
ภาวะเสื่อมของสมองจะค่อย ๆ เกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยชรา สิ่งแรกที่เจ้าของจะสังเกตได้คือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย เช่น นอนมากขึ้น ไม่ค่อยมีแรง หรือแสดงอาการหงุดหงิด โดยอาการเหล่านี้มักถูกเข้าใจผิดว่า เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชรา และถูกปล่อยไว้จนกระทั่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยงแย่ลง อาการเหล่านี้มีชื่อย่อว่า DISH ซึ่งเป็นศัพท์ทางสัตวแพทย์ที่ใช้เรียกเพื่อวินิจฉัยอาการ
(D = Disorientation) 
* ไม่สามารถจดจำเส้นทาง หลงทิศในสถานที่ที่คุ้นเคย
* จำคนหรือสถานที่ที่คุ้นเคยไม่ได้
* เฉื่อยชา ความตื่นตัวลดลง และมีพฤติกรรมที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย

(I = Interacts Less)
* ไม่ต้อนรับหรือจดจำสมาชิกในครอบครัวไม่ได้
* ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ไม่เรียกร้องความสนใจหรือขอให้เล่นด้วย

(S = Sleep Patten Disturbed)
* นอนกลางวันมากขึ้น และ/หรือนอนน้อยลงในตอนกลางคืน
* เดินไปเดินมาในบ้านตลอดกลางคืน

(H = House Training Lost)
	* ไม่ขอออกไปนอกบ้าน
	* ขับถ่ายในที่ที่ผิดปกติจากเดิม
	* ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ ...</description>
		<link>http://www.chumpornanimalhospital.com/?p=78</link>
			</item>
	<item>
		<title>โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ</title>
		<description>นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
	นิ่วเกิดจากการรวมตัวของผลึกแร่ธาตุซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ยังสามารถพบก้อนนิ่วได้ในบริเวณอื่นของทางเดินปัสสาวะ เช่น ไต แต่มักพบไม่บ่อยเท่านิ่วในกระเพาะปัสสาวะ การเกิดนิ่วมีผลส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะ ซึ่งทำให้เกิดการก่อตัวของก้อนนิ่ว นิ่วชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดได้แก่ นิ่วชนิดสตรูไวท์ที่เกิดในปัสสาวะที่เป็นด่าง ส่วนนิ่วบางชนิดเกิดได้ง่ายในปัสสาวะที่เป็นกรด
อาการที่พบบ่อย
	เมื่อสุนัขมีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้เกิดความไม่สบายตัว ดังนั้น ควรติดต่อสัตวแพทย์ทันที เมื่อท่านสังเกตเห็นอาการเหล่านี้
-	พยายามเบ่งปัสสาวะ
-	ถ่ายปัสสาวะยาก และช้า
-	เลียรอบบริเวณอวัยวะเพศ
-	แสดงอาการเจ็บปวดเวลาปัสสาวะ
-	พยายามปัสสาวะบ่อยครั้ง
-	กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
-	ปัสสาวะมีเลือดปน
สาเหตุของการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
	การเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะมักไม่ได้เกิดมาจากสาเหตุเดียว โดยปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ได้แก่
การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ
	การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง จนถึงระดับที่นิ่งชนิดสตรูไวท์สามารถก่อตัวได้
อาหาร
	แร่ธาตุปริมาณสูงในอาหารจะสนับสนุนการก่อตัวของผลึกนิ่วในปัสสาวะ เช่น แร่ธาตุแมกนีเซียมและฟอสเฟต ที่เป็นองค์ประกอบหลักของนิ่วชนิดสตรูไวท์ ซึ่งเป็นนิ่งที่พบได้บ่อยที่สุด อาหารบางชนิดอาจก่อให้เกิดความเป็นกรดในปัสสาวะ และก่อให้เกิดนิ่วชนิดอื่น ๆ ได้ ดังนั้น ควรเลือกอาหารสุนัขที่มีการควบคุมปริมาณแร่ธาตุในอาหาร
การดื่มน้ำน้อย
	การดื่มน้ำน้อยจะทำให้ปัสสาวะเข้มข้นมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว
สายพันธุ์
	สุนัขบางสายพันธุ์ เช่น มินิเอเจอร์ ชเนาเซอร์ ดัลเมเชี่ยน ยอร์คไชร์ เทอร์เรียร์ และบูลด๊อก มีความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วบางชนิด
[caption id="" align="alignnone" width="490" ][/caption][ad#co-1]
 </description>
		<link>http://www.chumpornanimalhospital.com/?p=76</link>
			</item>
	<item>
		<title>โรคความผิดปกติของทางเดินอาหาร</title>
		<description>ความผิดปกติของทางเดินอาหาร
	ความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากความผิดปกติของทางเดินอาหารนั้นไม่ร้ายแรงมากนัก และสามารถรักษาให้หายได้ภายในระยะเวลาเพียง 2-3 วัน แต่สัตว์เลี้ยงบางตัวก็อาจใช้เวลาในการรักษายาวนานกว่าปกติ แต่หากสัตว์เลี้ยงแสดงอาการผิดปกติของทางเดินอาหารอย่างต่อเนื่อง หรือมีความผิดปกติที่เกิดจากการที่ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมอาหารได้ลดลง การเคลื่อนไหว หรือการบีบตัวของลำไส้ผิดปกติ ถือว่าเป็นความผิดปกติของทางเดินอาหารทั้งสิ้น โดยประสิทธิภาพของการย่อยและดูดซึมอาหารมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเนื้อเยื่อ ตลอดจนการสร้างพลังงานให้กับร่างกาย
อาการ
	อาการที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติของทางเดินอาหารที่พบมากที่สุดคือ อาการถ่ายเหลว หรือท้องเสีย อย่างไรก็ตามยังมีอาการอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติของทางเดินอาหาร คือ
-	อาเจียนหรือท้องเสีย
-	เบื่ออาหารหรืออยากอาหารมากกว่าปกติ
-	ท้องอืด ท้องเฟ้อ
-	อุจจาระมีเมือกหรือเลือดปน
-	แสดงอาการเจ็บปวดเวลาถ่าย หรือถ่ายไม่ออก
-	น้ำหนักลด
-	ท้องตึงหรือเจ็บปวดเมื่อสัมผัส
สาเหตุของความผิดปกติของทางเดินอาหาร
	ความผิดปกติของทางเดินอาหารนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนมากเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การแพ้อาหาร การติดเชื้อ หรือการขาดเอ็นไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร สำหรับสุนัขบางสายพันธุ์ได้แก่ เกรทเดน เยอร์มัน เชพเพิร์ด โกลเดน รีทรีฟเวอร์ และคอลลี่ จะเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติในทางเดินอาหารได้มากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ
	โดยสัตว์แพทย์จะเป็นผู้ทำการตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติที่เกิดขึ้นในทางเดินอาหาร สาเหตุส่วนใหญ่ของทางเดินอาหารผิดปกติเกิดได้จาก
กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน
	ความผิดปกติที่เกิดจากการอักเสบของกระเพาะและลำไส้นั้นมักแสดงอาการอาเจียนและท้องเสียอย่างทันทีทันใด เนื่องมาจากการที่สัตว์เลี้ยงรับประทานอาหารที่เน่าเสีย หรือบริโภคสารพิษเข้าไปในร่างกาย
ลำไส้ใหญ่อักเสบ
	โดยมากสัตว์เลี้ยงที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี มักมีอาการผิดปกติจากลำไส้ใหญ่อักเสบ โดยจะทำให้ถ่ายบ่อย แสดงอาการเจ็บปวดเวลาขับถ่าย ท้องเสีย หรือมีมูกเลือดปนออกมากับอุจจาระ
ท้องผูก
	โดยทั่วไปอาการท้องผูกเกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงออกกำลังกายไม่เพียงพอ และได้รับอาหารหรือของขบเคี้ยวที่ย่อยยาก เช่น กระดูก
ความผิดปกติของตับอ่อน
	กรณีนี้สัตว์เลี้ยงมักมีน้ำหนักตัวลดลง มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น และถ่ายอุจจาระเหลวออกมาในปริมาณมาก
การดูดซึมของลำไส้เล็กผิดปกติ
	ความผิดปกติที่เกิดจากการอักเสบของลำไส้เล็ก จะทำให้ร่างกายสูญเสียความสามารถในการดูดซึมสารอาหาร ...</description>
		<link>http://www.chumpornanimalhospital.com/?p=66</link>
			</item>
	<item>
		<title>โรคตับ</title>
		<description>โรคตับ
	ตับเป็นอวัยวะสำคัญ ซึ่งมีหน้าที่หลากหลาย เช่น ย่อยและเปลี่ยนแปลงสารอาหาร กำจัดของเสียจากเลือด และยังเป็นอวัยวะที่เก็บสะสมวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งความผิดปกติของตับส่วนมากเกิดจากการอักเสบ หากไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ตับสูญเสียการทำงานไป นอกจากนั้นโรคต่าง ๆ ยังมีผลกระทบต่อการทำงานของตับ 
	ตับเป็นอวัยวะที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ปัญหาที่เกิดจากโรคตับจึงเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ หากได้รับการรักษาและการจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม
อาการของโรคตับ
	อาการของโรคตับมักจะคล้ายคลึงกับอาการของโรคอื่น ๆ ส่วนมากมักพบอาการเหล่านี้
-	เบื่ออาหาร
-	น้ำหนักลด
-	กระหายน้ำหรือดื่มน้ำเพิ่มขึ้น
-	อาเจียนหรือท้องเสีย
-	ซึมเศร้า (ในสุนัข)
-	น้ำลายไหล (ในแมว)
สาเหตุของโรคตับ
	โรคตับสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ และมีปัจจัยต่าง ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ ได้แก่
อายุ
	เนื้องอกในตับพบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป
พันธุ์ 
	สัตว์เลี้ยงบางสายพันธุ์ เช่น เบดลิงตัน เทอร์เรีย, ยอร์คไชร์ เทอร์เรีย, คอกเกอร์ สแปเนียล และแมวไทย มักมีความเสี่ยวต่อการเกิดโรคตับ และมีโอกาสเกิดความผิดปกติของตับมาตั้งแต่กำเนิดมากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ 
โรคอ้วน
	แมวที่เป็นโรคอ้วนมักมีความเสี่ยงในการเกิดโรคตับ
ยาและสารเคมี
	ยาบางชนิดมีผลต่อตับ และการได้รับสารเคมีรวมถึงการได้รับยาในปริมาณที่มากและนาน จะทำให้เกิดความเสียหายของตับ
[caption id="" align="alignnone" width="490" ][/caption][ad#co-1] </description>
		<link>http://www.chumpornanimalhospital.com/?p=64</link>
			</item>
	<item>
		<title>โรคข้ออักเสบ</title>
		<description>โรคข้ออักเสบ
	โรคข้ออักเสบ สามารถพบได้เมื่อเกิดความผิดปกติของข้อต่อ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อกระดูกอ่อนมีการสึกกร่อนอย่างรวดเร็วกว่าการสร้างทดแทน กระดูกอ่อนมีบทบาทในการช่วยรองรับน้ำหนักและกันการกระแทก เพื่อป้องกันกระดูก ดังนั้นถ้าหากกระดูกอ่อนมีการสึกกร่อน ก็จะทำให้ข้อต่อบวมและเกิดความเจ็บปวด
	ถึงแม้ว่าโรคข้ออักเสบอาจทำการรักษาได้ไม่หมด แต่สามารถลดความรุนแรงของโรคและช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้
อาการของโรคข้ออักเสบ
	หากสุนัขเป็นโรคข้ออักเสบ สิ่งแรกที่สามารถสังเกตเห็นได้คือ การเคลื่อนไหวตัวลำบาก ไม่ค่อยอยากเดิน วิ่ง หรือกระโดด บางครั้งอาจส่งเสียงร้องหรือสะดุ้งเมื่อถูกจับบริเวณที่มีความผิดปกติ
สาเหตุของโรคข้ออักเสบ
อายุ
	เมื่อสัตว์เลี้ยงอายุมากขึ้น กระดูกอ่อนจะเริ่มมีการเสื่อมสภาพ จึงทำให้สุนัขชราได้รับความทรมานจากโรคข้ออักเสบในระดับความรุนแรงต่าง ๆ ได้
สายพันธุ์
	สุนัขพันธุ์ใหญ่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้ออักเสบ ได้มากกว่าพันธุ์อื่น ๆ เช่น สุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ ลาบราดอร์ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ และโดเบอร์แมน
น้ำหนักตัวเกิน
	น้ำหนักตัวที่มากของสัตว์เลี้ยงจะเพิ่มการกดทับบริเวณข้อต่อ ซึ่งจะโน้มนำให้เกิดโรคข้ออักเสบ
อุบัติเหตุและการบาดเจ็บ
	ความเสื่อของข้อต่อเป็นผลมาจากการกดทับหรือการบาดเจ็บที่มีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุ
พันธุกรรม
	สัตว์เลี้ยงบางตัวมักมีโอกาสการเกิดโรคข้ออักเสบมาตั้งแต่กำเนิด
การติดเชื้อ
	บางครั้งการติดเชื้อต่าง ๆ สามารถทำลายเนื้อเยื่อ ข้อต่อ และกระดูกอ่อนได้
[caption id="" align="alignnone" width="490" ][/caption][ad#co-1]
 </description>
		<link>http://www.chumpornanimalhospital.com/?p=62</link>
			</item>
</channel>
</rss>
